สาร “จุดประกาย” (SPARKS) ฉบับนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายของการสื่อสารของผมมายังประชาคมพายัพและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายผ่านหน้าเว็บมหาวิทยาลัยพายัพ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและแนวทางการบริหารระดับต่างๆ ในการตอบสนองข้อเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัยพายัพ อีกทั้งเป็นช่วงของภาคการศึกษาฤดูร้อน และการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงปิดภาคเรียน จึงทำให้ “จุดประกาย” ห่างหายไป อย่างไรก็ตาม เมื่อผมต้องสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งก่อนครบวาระตามมติของสภามหาวิทยาลัยพายัพ ผมก็ยังต้องการสร้างความเข้าใจกับทุกคนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำแถลงการณ์ชี้แจงให้ความกระจ่างแก่ทุกคนเพื่อจะช่วยกันสานต่อการทำงานและแสวงหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าสามารถแข่งขันกับสถาบันอื่นๆ อีกทั้งตอบสนองการท้าทายมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558
แถลงการณ์
ตามที่ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่าในช่วงระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น ในมหาวิทยาลัยของเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง มีความเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความสับสน สงสัย แตกแยกทางความคิด และวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ดังนั้น เพื่อเป็นการยุติข่าวลือและความสับสนวุ่นวาย จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวพายัพทุกคนถึงเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ชี้แจงและสื่อสารต่อกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสนมากขึ้นไปกว่านี้ ซึ่งล้วนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยใดๆ ทั้งสิ้น
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีบุคลากรกลุ่มหนึ่งทำหนังสือร้องเรียนไปยังสภามหาวิทยาลัยพายัพ โดยกล่าวหาผมอย่างร้ายแรงใน 8 ประเด็น มีการปล่อยข่าวและดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดความสับสนวุ่นวายในมหาวิทยาลัยของเรา มีการจัดทำเอกสารสนเท่ห์แจกจ่ายไปทั่วมหาวิทยาลัย ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการให้ข่าวหรือข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริง โดยหวังผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาในผู้บริหาร ซึ่งนับวัน ก็ยิ่งรุนแรงและสับสนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีคำถามมากมายจากบุคคลภายนอกที่ห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ตอบโต้แต่ประการใด เพราะไม่ต้องการเติมเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งให้ลุกลามมากไปกว่านี้ ผมได้พยายามระงับเหตุด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจและ ขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้บริหารในวงแคบๆ เพียงเพื่อให้มีการสื่อสารทำความเข้าใจต่อไปยังบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ แต่สถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่ดีขึ้น
ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดี มีข้อมูลตรงกันและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ ผมจึงถือโอกาสนี้สื่อสารและทำความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามลำดับ เพื่อให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมแรงร่วมใจในการแก้ปัญหาและนำพามหาวิทยาลัยให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนี้
- การดำรงตำแหน่งอธิการบดี
- ผมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี (วาระแรก) ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 3/2548 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548มีวาระ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 ถึง 31 พฤษภาคม 2554 ตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายและความเห็นพ้องของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยในฐานะผู้รับใบอนุญาต
- สภามหาวิทยาลัยพายัพ ในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 3/2553 ได้มีมติต่อวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผมออกไปอีก 1 วาระ (5 ปี) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดวาระที่ 2 ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 โดยได้แจ้งการต่อวาระดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อรับทราบตามกฎหมาย
- เนื่องจากมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยกำหนดให้ทุกคนเกษียณอายุจากการทำงาน เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่สามารถต่ออายุการทำงานได้ปีต่อปีจนครบอายุ 65 ปี โดยสภามหาวิทยาลัยพายัพต้องจัดให้มีการประเมินตามหลักเกณฑ์ของสภาคริสตจักรฯ และต้องตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผมก็ได้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างครบถ้วน
- ต่อมาสภามหาวิทยาลัยพายัพ ในคราวประชุม สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ได้มีมติและคำสั่งให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผม สิ้นสุดลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ซึ่งต่อมาในวันที่ 24 เมษายน 2555 นายกสภาฯ จึงได้มีหนังสือแจ้งเหตุผลการให้พ้นจากตำแหน่งโดยระบุว่าการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ และมิได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัยพายัพ เมื่อครั้งที่มีการต่อวาระ ตามมติที่ 63/2553 ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ก็คือ ข้อเสนอแนะทั้ง 4 ข้อของสภามหาวิทยาลัยพายัพมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงพัฒนามหาวิทยาลัย แต่กลับมีคำสั่งให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยอ้างเหตุผลการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยกำหนดข้อตกลง หลักเกณฑ์ วิธีการและตัวชี้วัดการประเมินและแจ้งให้ผมทราบตั้งแต่ต้น ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าการให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ได้บอกกล่าวหรือมีข้อตกลงร่วมกันล่วงหน้าจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม
การร้องเรียน
- เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2554 กลุ่มบุคลากรจำนวน 4 คน ได้ทำหนังสือลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ร้องเรียนกล่าวหาผมไปยังนายกสภามหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีข้อร้องเรียนกล่าวหา 8 ประเด็น โดยข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549-2550
- วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 สำนักงานสภามหาวิทยาลัยพายัพได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
- วันที่ 8 ธันวาคม 2554 นายกสภาฯ ได้เชิญผมไปพบที่สำนักงานพันธกิจการศึกษา โดยแจ้งให้ทราบว่าเป็นการประชุมเพื่อสัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตของมหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียนและคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ เข้าร่วมประชุมด้วย ในการประชุมดังกล่าว นายกสภาฯ ได้แจ้งข้อร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นให้ผมทราบโดยทางวาจา และขอให้ผมชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งมอบหมายกรรมการจำนวน 3 คน ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
- วันที่ 14 ธันวาคม 2554 ผมทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้ง 8 ประเด็นเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังนายกสภาฯ และสำเนาถึงผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ได้แก่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียน 6 คน และคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ 4 คน
- วันที่ 29 ธันวาคม 2554 นายกสภามหาวิทยาลัยพายัพร่วมกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียนอีก 5 คน ได้เชิญผมไปพบเป็นครั้งที่ 2 ที่ห้องทำงานของนายกสภาฯ โดยเสนอให้ผมทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยพายัพ โดยให้ผมระบุว่าไม่ให้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2554 ของผม เพราะผมไม่ประสงค์จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 นายกสภาฯ บอกว่าหากผมทำตามข้อเสนอนี้ก็จะขอให้ผู้ร้องเรียนถอนคำร้องเรียนและยุติการสอบสวนผม แต่ผมไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งต้องการยืนยันในความบริสุทธิ์ของผม ดังนั้น ผมจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่าผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยพายัพว่าด้วยการสอบสวนอธิการบดีหรือคณาจารย์ พ.ศ. 2549
- ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 30 ธันวาคม 2554 สภามหาวิทยาลัยพายัพ จัดการประชุมสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2554 โดยไม่เชิญผมในฐานะกรรมการโดยตำแหน่งเข้าร่วมประชุม โดยให้เหตุผลว่าผมเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะพิจารณาโดยตรง และที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ต่อมาผมได้รับคำสั่งสภามหาวิทยาลัยพายัพ ที่ 19/2554 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น
- วันที่ 4 มกราคม 2555 กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้เริ่มต้น โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ถ้อยคำพร้อมทั้งเรียกพยานบุคคลและเอกสารประกอบการสอบสวนรวมทั้งผมด้วย การสอบสวนได้ดำเนินเรื่อยมาจนเสร็จสิ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2555 โดยใช้ระยะเวลาในการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน
- วันที่ 31 มีนาคม 2555 มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2/2555 (ผมไม่ได้เข้าประชุมเนื่องจากประสบอุบัติเหตุต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) โดยมีวาระให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นรายงานผลการสอบสวนต่อสภามหาวิทยาลัยพายัพ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ตัวแทนคณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ผมทราบโดยทางโทรศัพท์ว่า ข้อร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นไม่มีมูล การสอบสวนจึงถือว่าสิ้นสุดและยุติ
- วันที่ 16 เมษายน 2555 มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2555 โดยมีวาระพิจารณาการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีเพียงวาระเดียว แต่เนื่องจากเป็นวาระลับ ผมจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมในวาระนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ตัวแทนของที่ประชุมได้แจ้งให้ผมทราบทางโทรศัพท์ว่าที่ประชุมมีมติให้วาระการดำรงตำแหน่งของผมสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 และมีมติแต่งตั้ง รศ. ดร. เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ เป็นรักษาการอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป
- วันที่ 18 เมษายน 2555 สภามหาวิทยาลัยพายัพ มีคำสั่งที่ 12/2555 ให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผม สิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 โดยไม่ได้ระบุเหตุผลของการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว
- วันที่ 24 เมษายน 2555 ผมมีหนังสือถึงนายกสภาฯ เพื่อขอข้อมูล 3 เรื่อง ซึ่งเป็นการประชุมวาระลับ ได้แก่
1) รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการได้รายงานต่อที่ ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 ว่าการร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นไม่มีมูล แต่สภามหาวิทยาลัยพายัพยังไม่ได้แจ้งผลแก่ผมอย่างเป็นทางการ
2) รายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานของอธิการบดี ประจำปีการศึกษา 2554
3) รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ซึ่งดำเนินการในขณะที่ผมยังมีวาระการดำรงตำแหน่งอีก 4 ปี
ผมได้ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงเพื่อให้ชาวมหาวิทยาลัยพายัพทุกคนได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจตรงกัน นับตั้งแต่การร้องเรียนกล่าวหาผม จนกระทั่งทราบผลการสอบสวนว่าไม่มีมูลและต่อมามีคำสั่งให้ผมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีตามเหตุผลข้างต้น โดยผมจะมีระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องเร่งรัดจนผิดวิสัยและไม่มีเวลาตั้งตัว ไม่มีโอกาสคัดค้านหรือชี้แจงใดๆ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติในสมัยอดีตอธิการบดีที่ผ่านมาทั้ง 2 ท่าน กำหนดให้มีการสรรหาอธิการบดีล่วงหน้า 1 ปี เพื่อการสานต่อภารกิจอย่างราบรื่นและเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย แต่การให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยมีเวลาเพียง 1 เดือน อาจส่งผลต่อการบริหารของมหาวิทยาลัย ส่วนอนาคตของมหาวิทยาลัยจะเป็นเช่นใดยังไม่มีใครคาดเดาได้ อีกทั้งอยู่ในช่วงรับนักศึกษาใหม่และเตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ในเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งต้องวางแผนและเตรียมการให้พร้อมทุกด้าน
การแต่งตั้งบุคคลภายนอกมาเป็นรักษาการอธิการบดีในขณะที่ผมยังทำหน้าที่ได้ตามปกตินั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านและเกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ส่วนกระบวนการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ก็ยังไม่สิ้นสุด จึงเป็นความห่วงใยร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยจะเดินหน้าและทำพันธกิจให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น กระบวนการทั้งหมดที่ดำเนินการมา มีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่
ผมเชื่อว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยพายัพทุกคนมีใจเป็นธรรมและมีศักยภาพพอที่จะช่วยกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของเราให้เดินหน้าต่อไปได้ สามารถพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความเจริญก้าวหน้าและยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้ ผมจึงขอให้ทุกคนผนึกกำลังกันให้เป็นเอกภาพเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของเราให้เดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไปอย่างเต็มกำลังและอย่างถูกต้อง เป็นธรรม ขอโปรดตระหนักเสมอว่า สถาบันแห่งนี้จัดตั้งขึ้นบนรากฐานความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ และเป็นสถาบันของพวกเราทุกคน มิใช่ของคนหนึ่งคนใด เราต้องปรับตัวและแข่งขันเพื่อความอยู่รอดและอยู่ได้อย่างดีมีชื่อเสียง อีกทั้งสานต่อพันธกิจในการสร้างคนคุณภาพต่อไป ตามปณิธานและเจตนารมณ์ของการก่อตั้งอย่างเต็มที่
ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับผมอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ กรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพ กรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยพายัพ ศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน หน่วยงานและองค์กรภายนอกทั้งในและต่างประเทศที่ให้ช่วยเหลือสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผมมาโดยตลอด แม้ผมจะไม่เก่งกล้าสามารถรอบด้าน แต่ในฐานะศิษย์เก่า รุ่นแรกและทำงานในสถาบันแห่งนี้มาเกือบ 40 ปี ผมมีความรักความผูกพันและสัตย์ซื่อต่อการทำหน้าที่ในสถาบันแห่งนี้ด้วยชีวิตจิตใจ ผมจึงตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เต็มที่ เต็มใจ เต็มความสามารถ และทุ่มเท เพื่อนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่สถาบันและถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่สำคัญคือ เพื่อนร่วมงานของผมทุกคนได้ช่วยกันทำงานด้วยความรับผิดชอบและเสริมสร้างพัฒนาสถาบันให้มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง มีความโดดเด่น มีความมั่นคงและทำพันธกิจในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพให้แก่สังคมและประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถและเต็มศักยภาพ
ผมจึงภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ของผมและการทุ่มเทของผู้ร่วมงานทุกคน ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ต่อไปอย่างสร้างสรรค์ ยืนหยัดในการทำพันธกิจด้วยความซื่อสัตย์และเชื่อศรัทธาในพระเจ้า อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีที่สัมผัสแก่ลูกหลานของเรา สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องผนึกกำลังกันให้เป็นหนึ่ง มีความรัก ความปรารถนาดี จริงใจ เห็นอกเห็นใจกันและเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาให้จงได้ เพราะสถาบันแห่งนี้เป็นของพวกเราทุกคน เราจึงต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและเอาองค์กรเป็นตัวตั้งมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคลหรือความต้องการส่วนตน โดยอาศัยการทำร้ายและทำลายล้างกัน ดังนั้น ผมจึงเรียกร้องให้พวกเราทุกคนหันหน้าเข้าหากันและทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่และอย่างสร้างสรรค์เพื่อสถาบันที่เรารักตลอดไป ผมขอให้ความหวังและกำลังใจแก่ทุกคน ขอพระเจ้าทรงนำ อำนวยพรและเสริมกำลังท่านในการทำงานและการดำเนินชีวิตให้มีความสุขความเจริญสืบไป
ศาสนาจารย์ ผศ. ดร. ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์
อธิการบดี
1 พฤษภาคม 2555







