จุดประกาย

E-mail Print PDF

                สาร “จุดประกาย” (SPARKS) ฉบับนี้คงเป็นฉบับสุดท้ายของการสื่อสารของผมมายังประชาคมพายัพและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายผ่านหน้าเว็บมหาวิทยาลัยพายัพ เพราะในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและแนวทางการบริหารระดับต่างๆ ในการตอบสนองข้อเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัยพายัพ อีกทั้งเป็นช่วงของภาคการศึกษาฤดูร้อน และการทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงปิดภาคเรียน จึงทำให้ “จุดประกาย” ห่างหายไป อย่างไรก็ตาม เมื่อผมต้องสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งก่อนครบวาระตามมติของสภามหาวิทยาลัยพายัพ ผมก็ยังต้องการสร้างความเข้าใจกับทุกคนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงได้จัดทำแถลงการณ์ชี้แจงให้ความกระจ่างแก่ทุกคนเพื่อจะช่วยกันสานต่อการทำงานและแสวงหาแนวทางร่วมกันในการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าสามารถแข่งขันกับสถาบันอื่นๆ อีกทั้งตอบสนองการท้าทายมากมายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. 2558

แถลงการณ์

                ตามที่ท่านทั้งหลายทราบแล้วว่าในช่วงระยะเวลา 4-5 เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่ไม่ปกติเกิดขึ้น ในมหาวิทยาลัยของเรา โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผมโดยตรง มีความเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความสับสน สงสัย แตกแยกทางความคิด และวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานา ดังนั้น เพื่อเป็นการยุติข่าวลือและความสับสนวุ่นวาย จึงต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวพายัพทุกคนถึงเหตุการณ์และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นไปเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ชี้แจงและสื่อสารต่อกัน อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสนมากขึ้นไปกว่านี้ ซึ่งล้วนไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมหาวิทยาลัยใดๆ ทั้งสิ้น

                เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่มีบุคลากรกลุ่มหนึ่งทำหนังสือร้องเรียนไปยังสภามหาวิทยาลัยพายัพ  โดยกล่าวหาผมอย่างร้ายแรงใน 8 ประเด็น มีการปล่อยข่าวและดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องในรูปแบบต่างๆ เป็นเหตุให้เกิดความสับสนวุ่นวายในมหาวิทยาลัยของเรา มีการจัดทำเอกสารสนเท่ห์แจกจ่ายไปทั่วมหาวิทยาลัย ส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (อีเมล์) ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) และการให้ข่าวหรือข้อมูลที่บิดเบือนความเป็นจริง โดยหวังผลให้เกิดวิกฤตศรัทธาในผู้บริหาร ซึ่งนับวัน  ก็ยิ่งรุนแรงและสับสนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งมีคำถามมากมายจากบุคคลภายนอกที่ห่วงใยต่อภาพลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ตอบโต้แต่ประการใด เพราะไม่ต้องการเติมเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งให้ลุกลามมากไปกว่านี้ ผมได้พยายามระงับเหตุด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจและ ขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้บริหารในวงแคบๆ เพียงเพื่อให้มีการสื่อสารทำความเข้าใจต่อไปยังบุคลากรและผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ แต่สถานการณ์ต่างๆ ก็ไม่ดีขึ้น

               ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดี มีข้อมูลตรงกันและป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายไปกว่านี้  ผมจึงถือโอกาสนี้สื่อสารและทำความเข้าใจอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามลำดับ เพื่อให้ทุกคนในมหาวิทยาลัยได้รับทราบข้อเท็จจริงและร่วมแรงร่วมใจในการแก้ปัญหาและนำพามหาวิทยาลัยให้เดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคงและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดังนี้

 

  • การดำรงตำแหน่งอธิการบดี
  1. ผมได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี (วาระแรก) ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 3/2548 เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2548มีวาระ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2549 ถึง 31 พฤษภาคม 2554 ตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมายและความเห็นพ้องของมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยในฐานะผู้รับใบอนุญาต
  2. สภามหาวิทยาลัยพายัพ ในการประชุมสมัยสามัญ ครั้งที่ 3/2553 ได้มีมติต่อวาระการดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผมออกไปอีก 1 วาระ (5 ปี) ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2554 เป็นต้นไป และจะสิ้นสุดวาระที่ 2 ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 โดยได้แจ้งการต่อวาระดังกล่าวไปยังคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อรับทราบตามกฎหมาย
  3. เนื่องจากมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยกำหนดให้ทุกคนเกษียณอายุจากการทำงาน เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ แต่สามารถต่ออายุการทำงานได้ปีต่อปีจนครบอายุ 65 ปี โดยสภามหาวิทยาลัยพายัพต้องจัดให้มีการประเมินตามหลักเกณฑ์ของสภาคริสตจักรฯ และต้องตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งผมก็ได้ดำเนินการไปตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวอย่างครบถ้วน
  4. ต่อมาสภามหาวิทยาลัยพายัพ ในคราวประชุม สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2555 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ได้มีมติและคำสั่งให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผม สิ้นสุดลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ซึ่งต่อมาในวันที่ 24 เมษายน 2555 นายกสภาฯ จึงได้มีหนังสือแจ้งเหตุผลการให้พ้นจากตำแหน่งโดยระบุว่าการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ และมิได้ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของสภามหาวิทยาลัยพายัพ เมื่อครั้งที่มีการต่อวาระ ตามมติที่ 63/2553 ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ก็คือ ข้อเสนอแนะทั้ง 4 ข้อของสภามหาวิทยาลัยพายัพมีวัตถุประสงค์เพื่อการปรับปรุงพัฒนามหาวิทยาลัย แต่กลับมีคำสั่งให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยอ้างเหตุผลการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ซึ่งเรื่องนี้ไม่เคยกำหนดข้อตกลง หลักเกณฑ์ วิธีการและตัวชี้วัดการประเมินและแจ้งให้ผมทราบตั้งแต่ต้น ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าการให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยไม่ได้บอกกล่าวหรือมีข้อตกลงร่วมกันล่วงหน้าจึงเป็นการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

 การร้องเรียน

  1. เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2554 กลุ่มบุคลากรจำนวน 4 คน ได้ทำหนังสือลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 ร้องเรียนกล่าวหาผมไปยังนายกสภามหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีข้อร้องเรียนกล่าวหา 8 ประเด็น โดยข้อกล่าวหาส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2549-2550
  2. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2554 สำนักงานสภามหาวิทยาลัยพายัพได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าว
  3. วันที่ 8 ธันวาคม 2554 นายกสภาฯ ได้เชิญผมไปพบที่สำนักงานพันธกิจการศึกษา โดยแจ้งให้ทราบว่าเป็นการประชุมเพื่อสัมภาษณ์เกี่ยวกับอนาคตของมหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีกรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียนและคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ เข้าร่วมประชุมด้วย ในการประชุมดังกล่าว นายกสภาฯ ได้แจ้งข้อร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นให้ผมทราบโดยทางวาจา และขอให้ผมชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งมอบหมายกรรมการจำนวน 3 คน ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม
  4. วันที่ 14 ธันวาคม 2554 ผมทำหนังสือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาทั้ง 8 ประเด็นเป็นลายลักษณ์อักษรไปยังนายกสภาฯ และสำเนาถึงผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ได้แก่ กรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียน 6 คน และคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ 4 คน
  5. วันที่ 29 ธันวาคม 2554 นายกสภามหาวิทยาลัยพายัพร่วมกับกรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพที่เป็นคริสเตียนอีก 5 คน ได้เชิญผมไปพบเป็นครั้งที่ 2 ที่ห้องทำงานของนายกสภาฯ โดยเสนอให้ผมทำหนังสือถึงสภามหาวิทยาลัยพายัพ โดยให้ผมระบุว่าไม่ให้ประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี 2554 ของผม เพราะผมไม่ประสงค์จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีหลังจากวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 นายกสภาฯ บอกว่าหากผมทำตามข้อเสนอนี้ก็จะขอให้ผู้ร้องเรียนถอนคำร้องเรียนและยุติการสอบสวนผม   แต่ผมไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ เพราะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งต้องการยืนยันในความบริสุทธิ์ของผม ดังนั้น ผมจึงแจ้งต่อที่ประชุมว่าผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการสอบสวนตามข้อบังคับมหาวิทยาลัยพายัพว่าด้วยการสอบสวนอธิการบดีหรือคณาจารย์ พ.ศ. 2549
  6. ในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 30 ธันวาคม 2554 สภามหาวิทยาลัยพายัพ จัดการประชุมสมัยวิสามัญ ครั้งที่ 1/2554 โดยไม่เชิญผมในฐานะกรรมการโดยตำแหน่งเข้าร่วมประชุม โดยให้เหตุผลว่าผมเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่จะพิจารณาโดยตรง และที่ประชุมได้มีมติให้ตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ต่อมาผมได้รับคำสั่งสภามหาวิทยาลัยพายัพ ที่ 19/2554 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น
  7. วันที่ 4 มกราคม 2555 กระบวนการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นได้เริ่มต้น โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าให้ถ้อยคำพร้อมทั้งเรียกพยานบุคคลและเอกสารประกอบการสอบสวนรวมทั้งผมด้วย การสอบสวนได้ดำเนินเรื่อยมาจนเสร็จสิ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2555 โดยใช้ระยะเวลาในการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน
  8. วันที่ 31 มีนาคม 2555 มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยสามัญ ครั้งที่ 2/2555 (ผมไม่ได้เข้าประชุมเนื่องจากประสบอุบัติเหตุต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาล) โดยมีวาระให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นรายงานผลการสอบสวนต่อสภามหาวิทยาลัยพายัพ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ตัวแทนคณะกรรมการสอบสวนได้แจ้งให้ผมทราบโดยทางโทรศัพท์ว่า ข้อร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นไม่มีมูล การสอบสวนจึงถือว่าสิ้นสุดและยุติ
  9. วันที่ 16 เมษายน 2555 มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยพายัพ สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 2/2555 โดยมีวาระพิจารณาการดำรงตำแหน่งของอธิการบดีเพียงวาระเดียว แต่เนื่องจากเป็นวาระลับ ผมจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมในวาระนี้ หลังเสร็จสิ้นการประชุม ตัวแทนของที่ประชุมได้แจ้งให้ผมทราบทางโทรศัพท์ว่าที่ประชุมมีมติให้วาระการดำรงตำแหน่งของผมสิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 และมีมติแต่งตั้ง รศ. ดร. เพ็ญพิไล ฤทธาคณานนท์ เป็นรักษาการอธิการบดี ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นต้นไป
  10. วันที่ 18 เมษายน 2555 สภามหาวิทยาลัยพายัพ มีคำสั่งที่ 12/2555 ให้การดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผม สิ้นสุดในวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 โดยไม่ได้ระบุเหตุผลของการให้พ้นจากตำแหน่งดังกล่าว
  11. วันที่ 24 เมษายน 2555 ผมมีหนังสือถึงนายกสภาฯ เพื่อขอข้อมูล 3 เรื่อง ซึ่งเป็นการประชุมวาระลับ ได้แก่

         1) รายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ซึ่งคณะกรรมการได้รายงานต่อที่ ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2555 ว่าการร้องเรียนทั้ง 8 ประเด็นไม่มีมูล แต่สภามหาวิทยาลัยพายัพยังไม่ได้แจ้งผลแก่ผมอย่างเป็นทางการ

         2) รายงานการประเมินผลการปฏิบัติงานของอธิการบดี ประจำปีการศึกษา 2554

        3) รายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี ซึ่งดำเนินการในขณะที่ผมยังมีวาระการดำรงตำแหน่งอีก 4 ปี

            ผมได้ลำดับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงเพื่อให้ชาวมหาวิทยาลัยพายัพทุกคนได้รับทราบข้อมูลและเข้าใจตรงกัน นับตั้งแต่การร้องเรียนกล่าวหาผม จนกระทั่งทราบผลการสอบสวนว่าไม่มีมูลและต่อมามีคำสั่งให้ผมพ้นจากตำแหน่งอธิการบดีตามเหตุผลข้างต้น โดยผมจะมีระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งเพียง 1 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องเร่งรัดจนผิดวิสัยและไม่มีเวลาตั้งตัว ไม่มีโอกาสคัดค้านหรือชี้แจงใดๆ ซึ่งตามระเบียบปฏิบัติในสมัยอดีตอธิการบดีที่ผ่านมาทั้ง 2 ท่าน กำหนดให้มีการสรรหาอธิการบดีล่วงหน้า  1 ปี เพื่อการสานต่อภารกิจอย่างราบรื่นและเพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัย แต่การให้ผมพ้นจากตำแหน่งโดยมีเวลาเพียง 1 เดือน อาจส่งผลต่อการบริหารของมหาวิทยาลัย ส่วนอนาคตของมหาวิทยาลัยจะเป็นเช่นใดยังไม่มีใครคาดเดาได้ อีกทั้งอยู่ในช่วงรับนักศึกษาใหม่และเตรียมเปิดภาคการศึกษาใหม่ในเดือนมิถุนายน 2555 ซึ่งต้องวางแผนและเตรียมการให้พร้อมทุกด้าน

            การแต่งตั้งบุคคลภายนอกมาเป็นรักษาการอธิการบดีในขณะที่ผมยังทำหน้าที่ได้ตามปกตินั้นเหมาะสมหรือไม่ เพราะอาจเป็นอุปสรรคต่อการบริหารในช่วงเปลี่ยนผ่านและเกิดความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ส่วนกระบวนการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ก็ยังไม่สิ้นสุด จึงเป็นความห่วงใยร่วมกันว่ามหาวิทยาลัยจะเดินหน้าและทำพันธกิจให้บรรลุผลตามเป้าหมายได้อย่างไร ยิ่งกว่านั้น กระบวนการทั้งหมดที่ดำเนินการมา มีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

             ผมเชื่อว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยพายัพทุกคนมีใจเป็นธรรมและมีศักยภาพพอที่จะช่วยกันขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของเราให้เดินหน้าต่อไปได้ สามารถพัฒนามหาวิทยาลัยให้มีความเจริญก้าวหน้าและยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงรอบด้านได้ ผมจึงขอให้ทุกคนผนึกกำลังกันให้เป็นเอกภาพเพื่อขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยของเราให้เดินหน้าสู่เป้าหมายต่อไปอย่างเต็มกำลังและอย่างถูกต้อง           เป็นธรรม ขอโปรดตระหนักเสมอว่า สถาบันแห่งนี้จัดตั้งขึ้นบนรากฐานความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์         และเป็นสถาบันของพวกเราทุกคน มิใช่ของคนหนึ่งคนใด เราต้องปรับตัวและแข่งขันเพื่อความอยู่รอดและอยู่ได้อย่างดีมีชื่อเสียง อีกทั้งสานต่อพันธกิจในการสร้างคนคุณภาพต่อไป ตามปณิธานและเจตนารมณ์ของการก่อตั้งอย่างเต็มที่

              ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณทุกคนที่ให้ความร่วมมือกับผมอย่างดีตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งคณะผู้บริหารสภาคริสตจักรฯ กรรมการสภามหาวิทยาลัยพายัพ กรรมการส่งเสริมมหาวิทยาลัยพายัพ ศิษย์เก่า นักศึกษาปัจจุบัน หน่วยงานและองค์กรภายนอกทั้งในและต่างประเทศที่ให้ช่วยเหลือสนับสนุนและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผมมาโดยตลอด แม้ผมจะไม่เก่งกล้าสามารถรอบด้าน แต่ในฐานะศิษย์เก่า รุ่นแรกและทำงานในสถาบันแห่งนี้มาเกือบ 40 ปี ผมมีความรักความผูกพันและสัตย์ซื่อต่อการทำหน้าที่ในสถาบันแห่งนี้ด้วยชีวิตจิตใจ ผมจึงตั้งใจทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เต็มที่ เต็มใจ เต็มความสามารถ และทุ่มเท เพื่อนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่สถาบันและถวายเกียรติแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า ที่สำคัญคือ เพื่อนร่วมงานของผมทุกคนได้ช่วยกันทำงานด้วยความรับผิดชอบและเสริมสร้างพัฒนาสถาบันให้มีชื่อเสียง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง มีความโดดเด่น มีความมั่นคงและทำพันธกิจในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพให้แก่สังคมและประเทศชาติอย่างเต็มความสามารถและเต็มศักยภาพ

              ผมจึงภาคภูมิใจในการทำหน้าที่ของผมและการทุ่มเทของผู้ร่วมงานทุกคน ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ต่อไปอย่างสร้างสรรค์ ยืนหยัดในการทำพันธกิจด้วยความซื่อสัตย์และเชื่อศรัทธาในพระเจ้า อีกทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีที่สัมผัสแก่ลูกหลานของเรา สิ่งสำคัญคือ ทุกคนต้องผนึกกำลังกันให้เป็นหนึ่ง มีความรัก           ความปรารถนาดี จริงใจ เห็นอกเห็นใจกันและเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาให้จงได้ เพราะสถาบันแห่งนี้เป็นของพวกเราทุกคน เราจึงต้องเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและเอาองค์กรเป็นตัวตั้งมากกว่าเห็นแก่ประโยชน์ส่วนบุคคลหรือความต้องการส่วนตน โดยอาศัยการทำร้ายและทำลายล้างกัน ดังนั้น ผมจึงเรียกร้องให้พวกเราทุกคนหันหน้าเข้าหากันและทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่และอย่างสร้างสรรค์เพื่อสถาบันที่เรารักตลอดไป ผมขอให้ความหวังและกำลังใจแก่ทุกคน ขอพระเจ้าทรงนำ อำนวยพรและเสริมกำลังท่านในการทำงานและการดำเนินชีวิตให้มีความสุขความเจริญสืบไป

                                                                                                               

                                                            ศาสนาจารย์ ผศ. ดร. ประดิษฐ์ เถกิงรังสฤษดิ์

                                                                                 อธิการบดี

                                                                       1 พฤษภาคม 2555 

 

Asia Economic Forum (AEF) ครั้งที่ 8

E-mail Print PDF

                ผมได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยกัมพูชาเป็นปีที่ 3 ติดต่อกัน ให้เข้าร่วมประชุมสัมมนาและเป็นผู้นำการอภิปรายในการประชุม AEF ครั้งที่ 8 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม 2555 โดยมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยพายัพอีก 2 คน เข้าร่วม ได้แก่ Dr. Paul Chambers และ Dr. Thein Swe มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน จากสมาชิกกลุ่มประเทศอาเซียนและผู้เกี่ยวข้องจากกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ของประเทศกัมพูชา หัวข้อการประชุมมุ่งเน้นความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีประเด็นที่อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่ประโยชน์มากมาย คำถามยอดนิยมที่มักถามเสมอคือ เรามีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนมากน้อยแค่ไหนและเราจะได้รับประโยชน์หรือสูญเสียประโยชน์อะไรจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ แต่ส่วนใหญ่ต่างตระหนักว่า เราคงไม่มีทางเลี่ยงที่ต้องเตรียมตัวและปรับตัวให้พร้อมทุกด้านเพื่อการไหลเวียนอย่างเสรีของผู้คน วัฒนธรรม การค้า การศึกษา เศรษฐกิจและสังคม เพื่อขับเคลื่อนให้ผู้คนในภูมิภาคมีความอยู่ดีกินดีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ต่างฝ่ายต่างได้รับผลประโยชน์ที่เสมอภาคกัน เมื่อเป็นเช่นนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศในการวางแผนและเตรียมความพร้อมทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพร้อมด้านทรัพยากรบุคคล ซึ่งคงหนีไม่พ้นการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนให้เท่าทันกับความต้องการของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

                หัวข้อการประชุมครั้งนี้ คือ "ASEAN in the Evolving Regional Architecture: Opportunities, Challenges, and Future Direction," aims to achieve the following:

  1. Examine how ASEAN has been able to develop and transform itself in the past 45 years of its existence to be where it is today.
  2. Review and analyze ASEAN’s achievements, opportunities and challenges, and look at the countdown to 2015 for ASEAN to realize its community building.
  3. Deliberate on how ASEAN can strategically best engage its Dialogue Partners in the coming years, and at the same time to play a positive role in its relations with the Major Powers in the region.
  4. Look at ways to enhance ASEAN Centrality in the evolving regional architecture.
  5. Identify important ASEAN’s future priorities and challenges.

To this end, the 8th AEF explores seven major areas in depth:

Plenary Session I:                             ASEAN After 45 Years: A Review of Achievements and

Challenges

Plenary Session II:                           ASEAN Community Building: the Countdown to 2015

Plenary Session III:                          ASEAN and the Major Power Relations

Plenary Session IV:                          The Voice of ASEAN Youth: ASEAN’s Priorities and Challenges

Plenary Session V:                           ASEAN and the Dialogue Partners: From Strength to Strength

Plenary Session VI:                          ASEAN and the Evolving Regional Architecture

Plenary Session VII:                        The Future of ASEAN: Opportunities and Challenges

                 ผมเชื่อว่า มหาวิทยาลัยพายัพได้เตรียมการในระดับหนึ่ง อย่างน้อยเราก็เดินมาถูกทางในการมุ่งเน้นความเป็นนานาชาติ และเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาด้านภาษาอังกฤษ เพราะคงหนีไม่พ้นที่ประชาคมนี้ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารและไปมาหาสู่กัน แม้จะมีภาษาอื่นๆ ที่อาจต้องเสริมทักษะด้วย แต่ภาษาอังกฤษคงต้องเป็นภาษากลางของการสื่อสารในประชาคมนี้อย่างแน่นอน ดังนั้น เราต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่เพื่อเสริมทักษะภาษาอังกฤษแก่นักศึกษาอย่างเข้มข้น และเปิดโลกทัศน์ของนักศึกษาให้กว้างเพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมที่มีอาณาเขตของการเชื่อมโยงกว้างขวางยิ่งขึ้น

 

กองทุน กยศ. และ กรอ.

E-mail Print PDF

                ในปีการศึกษา 2555 มีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้ประกาศไว้แล้ว โดยยังคงให้มีการกู้ยืมแบบ กยศ. และ กรอ. ส่วนปีการศึกษาต่อไปจะมีการปรับทั้ง 2 กองทุนให้เป็นกองทุนเดียว สำหรับปีการศึกษา 2555 นี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลักๆ ดังนี้

  • กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ)
  1. ให้กู้ได้ทั้งนักศึกษาชั้นปีที่ 1 (ผู้กู้ใหม่) และผู้กู้ต่อเนื่องจากสถาบันเดิม โดย กยศ. จะจัดสรรโควต้าจำนวนคนและจำนวนเงินให้แต่ละสถาบัน
  2. นักศึกษากู้ต่อเนื่องของมหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ขึ้นไป
  3. รายได้ของผู้ปกครองต้องไม่เกิน 200,000 ต่อปี จึงมีสิทธิ์กู้ยืมได้
  4. ให้กู้ค่าเล่าเรียนในวงเงินไม่เกินเพดานตามที่กำหนดในแต่ละกลุ่มสาขาวิชา เช่น พยาบาลศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ ไม่เกินปีการศึกษาละ 90,000 บาท วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ไม่เกินปีละ 70,000 บาท สังคมศาสตร์ ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์และศึกษาศาสตร์ ไม่เกินปีละ 60,000 บาท เป็นต้น
  5. ให้กู้ค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายเกี่ยวเนื่องการศึกษา เดือนละ 2,200 บาท หรือปีละ 26,400 บาท โดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนักศึกษาทุกวันเกิดของแต่ละเดือน
  6. กู้ได้ไม่เกิน 4 ปีการศึกษา หากไม่จบการศึกษาตามกำหนดต้องชำระค่าเล่าเรียนด้วยตนเอง
  7. ใช้ทุนคืนหลังจากจบการศึกษาไปแล้ว 2 ปี ดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต้องใช้คืนภายใน 15 ปี

 กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ)

  1. ให้กู้ได้ทุกคนโดยไม่จำกัดรายได้ของผู้ปกครอง
  2. ให้กู้ได้เฉพาะกลุ่มสาขาวิชาที่ขาดแคลนตามประกาศของ กยศ. (6 กลุ่มสาขา)
  3. กู้ค่าเล่าเรียนได้ในวงเงินที่กำหนดในแต่ละกลุ่มสาขาวิชา
  4. หากพ่อแม่มีรายได้เกิน 200,000 บาทต่อปี กู้ได้เฉพาะค่าเล่าเรียน
  5. หากพ่อแม่มีรายได้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี กู้ค่าเล่าเรียน และกู้ค่าครองชีพได้เดือนละ 2,200 บาท หรือ 26,400 บาทต่อปี
  6. ต้องใช้ทุนคืนหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วและมีรายได้ถึงเกณฑ์ที่กำหนด คือ มีรายได้เดือนละ 16,000 บาท โดยคิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อปี และต้องใช้คืนภายใน 15 ปี นับจากปีที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องชำระคืน

         ดังนั้น นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ต้องการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาในปีการศึกษา 2555 นี้ สามารถเลือกกู้ได้ทั้ง กยศ และ กรอ. แต่ กรอ. กู้ได้เฉพาะสาขาวิชาขาดแคลน และ กยศ. กู้ได้เฉพาะพ่อแม่ที่มีรายได้ไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี ผู้ต้องการกู้ให้ติดต่อที่สำนักทุน ฝ่ายกิจการนักศึกษามหาวิทยาลัยพายัพตามระยะเวลาที่กำหนด

 

การประชุมกรรมการบริหาร ACUCA

E-mail Print PDF

                ผมไปร่วมประชุมคณะกรรมการบริหารสมาคมสถาบันอุดมศึกษาคริสเตียนแห่งเอเชีย หรือ Association of Christian Universities and Colleges in Asia: ACUCA) ที่ Duta Wacana Christian University ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 26-28 เมษายน 2555 คณะกรรมการบริหารประกอบด้วยผู้แทนของสถาบันต่างประเทศสมาชิก 7 ประเทศในเอเชีย โดยผมเป็นผู้แทนของสถาบันสมาชิกในประเทศไทย 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ มหาวิทยาลัยคริสเตียน มหาวิทยาลัยเอเชีย-แปซิฟิค และมหาวิทยาลัยพายัพ และอธิการบดีของแต่ละแห่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันเป็นกรรมการบริหารทุก 2 ปี สำหรับวาระครั้งนี้ คือ 1 ตุลาคม 2553 ถึง 30 กันยายน 2555 แต่เนื่องจากผมหมดวาระการเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยพายัพ จึงทำให้การเป็นกรรมการบริหารของผมสิ้นสุดลงด้วย สำหรับนายกสมาคมในวาระนี้เป็นอธิการบดีจาก International Christian University ประเทศญี่ปุ่น ส่วนนายกในวาะต่อไป (2555-2557) จะเป็นอธิการบดีจาก Chang Jung Christian University ประเทศไต้หวัน และผู้แทนจากประเทศไทยที่เป็นกรรมการบริหาร คือ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

                ปัจจุบัน ACUCA มีสถาบันสมาชิก 55 สถาบัน จากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง ไต้หวัน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย และมีเป้าหมายเพิ่มสมาชิกเป็น 100 สถาบันในอีก 4 ปีข้างหน้า และจะขยายประเทศสมาชิกไปยังอินเดียและจีน สำหรับสมาชิกล่าสุดที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมกรรมการบริหารครั้งนี้ คือ Mokwon University จากประเทศเกาหลี ซึ่งได้รับการเสนอชื่อและสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยพายัพ 

                สำหรับกิจกรรมและโครงการสำคัญที่ได้รับความเห็นชอบจากการประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งนี้ ได้แก่

  1. ACUCA Student Camp ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม 2555 หัวข้อ “Aiming for Tomorrow Where We can Walk Side by Side” จัดขึ้นที่ International  Christian University ประเทศญี่ปุ่น โดยแต่ละมหาวิทยาลัยจะคัดเลือกนักศึกษาไปร่วมค่ายนี้สถาบันละ 2 คน (ชาย 1 คน หญิง 1 คน) ซึ่งต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีและมีความรู้ความเข้าใจในหัวข้อพอสมควร จึงต้องคัดเลือกอย่างดีเพื่อมีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้ และต้องแจ้งชื่อไปยังสำนักงานเลขาธิการ ภายในวันที่ 8 มิถุนายน 2555 นี้
  2. ACUCA Network Model-Wrap Up Session (Pilot Project)

         การประชุมครั้งนี้เป็นการสรุปบทเรียนเกี่ยวกับโครงการนำร่องว่าด้วยการเรียนการสอนแบบ E-learning ในหัวข้อ “Sustainable Development and Faith” โดยมีสถาบันสมาชิกจาก 7 ประเทศ รวมทั้งมหาวิทยาลัยพายัพเข้าร่วมเป็นคณะทำงานเพื่อจัดทำเนื้อหาและวิธีการเรียนการสอนในหัวข้อที่กำหนด หลังจากนั้น จึงได้ทดสอบระบบในมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยมีนักศึกษา จำนวน 16 คน จาก 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ Duta Wacana Christian University, Indonesia; Silliman University, Philippines and International Christian University, Japan เข้าเรียนในระบบนี้จากสถาบันที่ตนศึกษาอยู่ โดยใช้ระยะเวลาเรียน 23 วัน ดังนั้น จะมีการประชุมเพื่อสรุปผลในการประชุม ACUCA Student Camp ระหว่างวันที่ 18-20 สิงหาคม 2555 ณ International Christian University, Japan โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก United Board for Christian Higher Education in Asia (UBCHEA)

    3.  การสัมมนาและประชุมสมัชชา (ACUCA Biennial Conference and General Assembly)

         เป็นการประชุมสัมมนาของสถาบันสมาชิกทุก 2 ปี และเป็นการประชุมสมัชชาเพื่อรายงานผลการดำเนินงานตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งการส่งมอบงานให้กับคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ ซึ่งจะทำหน้าที่ต่อไปในอีก 2 ปีข้างหน้า หัวข้อการประชุมครั้งนี้ คือ “Whole Person Education-Trends and Challenges” ระหว่างวันที่ 26-28 ตุลาคม 2555 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

     4.  ACACA Student Mobility Scheme 2012 (SMS)

         โครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างสถาบันสมาชิก ACUCA (SMS) เป็นกิจกรรมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แก่นักศึกษา เปิดโอกาสให้นักศึกษาไปใช้ชีวิตในสถาบันสมาชิกในประเทศต่างๆ เป็นเวลา 3 เดือน โดย ACUCA สนับสนุนค่าเดินทาง ค่าอาหารและที่พัก สำหรับปี 2012 นี้ นักศึกษามหาวิทยาลัยพายัพได้รับการคัดเลือกเข้าร่วม SMS จำนวน 3 คน ได้แก่ Ms. Phattharanit Prenloetphaisan ไปศึกษาแลกเปลี่ยนที่ Ewha Womans University (Kprea); Ms. Chisa Pusuwan และ Ms. Arunee Choetchutrakulthong ไปศึกษาที่ Handong Global Univereity (Korea) สำหรับนางสาวชิสา และนางสาวอรุณี ได้รับทุนจาก University Mobility in Asia Pacific (UMAP)

 

Student Sports

E-mail Print PDF

          Congratulations to both the central Students’ Association and also the faculty Student Associations who held the 2554 annual Sports Competition.  The event was concluded on January 28, 2012 with the championship rounds as well as the cheering and cheer-leader’s competitions.  It was a praiseworthy effort to combine the energy of all the faculties, even though the abilities of each of the faculties might not have been equally surpassing.  However, the energy, fellowship and effort of each of the faculties in their practice for the events and for the cheering and the cheer-leaders was honorable when we saw the effort and intensity of each of the faculties as well as the initiative and the whole-hearted creativity.  Even though many faculties did not get awards, every one certainly captivated the judges and the audience.  Those faculties that did get prizes for their cheering and cheer leading can be proud and carry the memory for a long time.  This will be an impetus for preparing for the competition in coming years.  Let me express my happiness and congratulations for the champions, the McCormick Faculty of Nursing and the Faculty of Communication Arts.  I hope that in the coming year we will see other faculties garner this sort of prize as well.

 
  • «
  •  Start 
  •  Prev 
  •  1 
  •  2 
  •  3 
  •  4 
  •  5 
  •  6 
  •  7 
  •  8 
  •  9 
  •  10 
  •  Next 
  •  End 
  • »


Page 1 of 34